ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศไทย การแก้ไขกฎหมายนี้จึงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีข้อเสนอจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มุ่งหวังจะปฏิรูปให้กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. จากพรรคประชาชน ถือเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นนี้ โดยเฉพาะข้อเสนอที่เกี่ยวกับการ เปลี่ยนอำนาจการสอบสวนหลักจากพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นจุดที่ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม
เจตนารมณ์ของการปฏิรูป: ลด “แพะ” เพิ่มความเป็นธรรม
ข้อเสนอของ ส.ส. รังสิมันต์ โรม และพรรคประชาชน มีเจตนารมณ์หลักคือการ แก้ไขปัญหา “แพะ” ในกระบวนการยุติธรรม และยกระดับความเป็นธรรมในการดำเนินคดีอาญา เชื่อกันว่า หากอัยการ ซึ่งเป็น “ทนายแผ่นดิน” และมีบทบาทในการอำนวยความยุติธรรม ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมและกำกับดูแลการสอบสวนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และเป็นกลางมากขึ้น ลดโอกาสที่ผู้บริสุทธิ์จะถูกดำเนินคดีอาญาโดยไม่เป็นธรรม
นอกจากนี้ การให้อัยการเข้ามากำกับดูแลยังถือเป็นการ แยกอำนาจและสร้างการถ่วงดุล ระหว่างผู้สืบสวน (ตำรวจ) และผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและพิจารณาหลักฐาน (อัยการ) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ส่งเสริมความโปร่งใสและลดการใช้อำนาจเกินขอบเขต นอกจากจะช่วยเพิ่มความเป็นธรรมแล้ว ยังคาดการณ์ว่าจะ เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี โดยรวม เมื่อสำนวนการสอบสวนมีความสมบูรณ์ตั้งแต่แรก ก็จะช่วยให้การพิจารณาสั่งคดีของอัยการรวดเร็วขึ้น และกระบวนการในชั้นศาลก็จะมีประสิทธิภาพตามไปด้วย
แม้จะมีเจตนารมณ์ที่ดี แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็เผชิญกับข้อท้วงติงและความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะจาก ผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ ศาล อัยการ ทนาย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ที่ได้มีการแสดงความคิดเห็น ผ่านการเสวนาวิชาการ ที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. และคณะนิติศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งได้จัดที่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตำรวจภูธรภาค3-4 ตำรวจภูธรภาค5-6 ตำรวจภูธรภาค7-8 และปิดท้ายที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้พิพากษา อัยการ ทนายความนักวิชาการด้านกฎหมายและอาชญาวิทยา ผู้เชี่ยวชาญงานสอบสวน และภาคประชาชนประเด็นเสนอแก้ไข ป.วิ.อาญา นำมาใช้ในการตอบโจทย์ “ความยุติธรรม” ประชาชนได้ ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งโดยภาพรวมได้มีการแสดงความกังวลในหลายประเด็น คือ
1.ความซ้ำซ้อนและกระบวนการที่ล่าช้า: ผู้เข้าร่วมหลายคนกังวลว่าการให้อัยการเข้ามากำกับดูแลการสอบสวนตั้งแต่ต้น จะทำให้เกิด ขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลานานขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การดำเนินคดีล่าช้า ไม่ทันการณ์ และกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหายที่ต้องการความรวดเร็วในการได้รับความยุติธรรม
2.ขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง: ตำรวจชี้ว่าพนักงานสอบสวนมี ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการสืบสวนภาคสนาม การรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และการใช้เทคนิคทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นทักษะที่สั่งสมจากประสบการณ์ การที่อัยการจะต้องเข้ามา “คุมสอบสวน” อาจทำให้การปฏิบัติงานภาคสนามขาดความคล่องตัวและประสิทธิภาพ
3.ปัญหาด้านกำลังพลและงบประมาณ: ข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงอำนาจนี้ย่อมต้องใช้ กำลังคนและงบประมาณจำนวนมหาศาล ในการปรับโครงสร้าง เพิ่มบุคลากร และจัดสรรทรัพยากรให้กับสำนักงานอัยการทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการจริง
4.ความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล: มีความกังวลว่าการเปิดเผยข้อมูลในสำนวนการสอบสวนตั้งแต่ชั้นต้น อาจเป็นช่องทางให้ ผู้ต้องหาทำลายพยานหลักฐาน ยุ่งเหยิงกับพยาน หรือเตรียมการแก้ต่าง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการค้นหาความจริงและอาจทำให้ผู้กระทำผิดหลุดรอดการลงโทษ
5.ทำลายดุลยภาพของกระบวนการยุติธรรม: บางความเห็นระบุว่ากฎหมายปัจจุบันได้กำหนด บทบาทและอำนาจหน้าที่ของตำรวจและอัยการไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อาจทำลายดุลยภาพดังกล่าว และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์
ดังนั้น การเสนอแก้ไข ป.วิ.อาญา ถือเป็นการริเริ่มที่สำคัญในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่มีผลกระทบในวงกว้างย่อมต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับ ข้อท้าทายในการปฏิบัติ และความพร้อมของทุกภาคส่วนในกระบวนการยุติธรรม การหารือและถกเถียงอย่างสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การปฏิรูปครั้งนี้สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย “เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม”