บุกรวบร้านคาราโอเกะเถื่อนแถววัฒนานคร พบลอบนำสาวลาวมาบริการลูกค้า

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) บุกรวบร้านคาราโอเกะเถื่อนแถววัฒนานคร พบลอบนำสาวลาวมาบริการลูกค้า

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช  ผบช.ก., พล.ต.ต.ณัฐพงษ์ สัตยานุรักษ์ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา  ผบก.ปคม.,พ.ต.อ.กรีธา ตันคณารัตน์, พ.ต.อ.สุรพงศ์ ชาติสุทธิ์, พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์,พ.ต.อ.วุฒิชัย จันโทภาส, พ.ต.อ.มารุต กาญจนขันธกุล, รอง ผบก.ปคม.,พ.ต.อ.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ ผกก.2 บก.ปคม.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ต.ณรงเวทย์ จิวเดช สว.กก.2 บก.ปคม. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคม.

ร่วมกันจับกุม 

1. น.ส.ขนิษฐา ฯ  อายุ 38 ปี 

2.นาง NAMFONH อายุ 21 ปี สัญชาติลาว

3.นาง OY อายุ 25 ปี สัญชาติลาว

4.นาง LAY อายุ 24 ปี สัญชาติลาว

5.นาง FON อายุ 26 ปี สัญชาติลาว และ

6.นาง PHIN อายุ 26 ปี สัญชาติลาว

พร้อมด้วยของกลาง

1. สมุดบันทึกค่าดื่ม (ดริ๊งค์)  จำนวน 1 เล่ม   

2. สมุดสำหรับจดบิลเงินสด   จำนวน 1 เล่ม   

3. บิลเงินสดที่มีชื่อพนักงานในร้านพร้อมค่าดื่ม  จำนวน  8  แผ่น 

ในความผิดฐาน ผู้ต้องหาที่ 1 กระทำผิดฐาน“เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ม.3(4)ข มีการจัดอุปกรณ์การร้องเพลงประกอบดนตรีให้แก่ลูกค้าโดยจัดให้มีผู้หญิงบริการขับร้องเพลงกับลูกค้า หรือยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้พนักงานอื่นนั่งอยู่กับลูกค้า,รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานหรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้”

ผู้ต้องหาที่ 2 และ 3 กระทำผิดฐาน  “คนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีอนุญาตทำงานหรือทำงาน” ผู้ต้องหาที่ 4 ถึง 6  กระทำผิดฐาน   “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน,เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอน”

จับกุมบริเวณร้านคาราโอเกะ หมู่ 10 ถ.สุวรรณศร ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว พฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปคม.สืบทราบว่าร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งใน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว  มีการลักลอบเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีการนำหญิงสาวชาวลาว มาบริการให้กับลูกค้า จึงได้นำเรียนผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนวางแผนอำพราง โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการอำพรางแฝงตัวเป็นลูกค้าเข้าไปใช้บริการภายในร้านดังกล่าว  โดยได้นั่งดื่มกินภายในร้านและมีหญิงสาวชาวลาวมานั่งดื่มกินให้บริการร่วมโต๊ะ โดยหญิงสาวชาวลาวจะได้รับค่าตอบแทนจากบริการดื่มกับลูกค้าในราคา 100 บาท ต่อดื่ม จึงได้ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมที่รออยู่เข้าตรวจสอบ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 ปคม.ชุดจับกุมได้เข้าตรวจสอบภายในร้านแห่งหนึ่ง จากการตรวจสอบพบหญิงสาวนั่งให้บริการลูกค้า ชื่อ นาง FON อายุ 26 ปี สัญชาติลาว ขณะกำลังให้บริการนั่งดื่มและร้องเพลงกับลูกค้า ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือนั่งรอรับแขกอยู่ที่โต๊ะหน้าร้านคาราโอเกะ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สอบถามผู้ต้องหาที่ 2-6 รับว่าตนเป็นบุคคลสัญชาติลาวและทำงานให้บริการลูกค้าที่ร้านสองเราคาราโอเกะ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สอบถามน.ส.ขนิษฐาฯ ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าของร้านคาราโอเกะรับว่าพนักงานทั้ง 5 คน เป็นคนสัญชาติลาวและเป็นพนักงานในร้าน  ซึ่งตนเองรับเข้ามาทำงานอยู่ภายในร้านจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ขอตรวจสอบเอกสารการเปิดสถานบริการ แต่ น.ส.ขนิษฐาฯ ไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ จากการตรวจสอบพบสมุดบันทึกค่าดื่ม บิลเงินสดที่ลงจำนวนเงินค่าดื่มของพนักงานในร้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ขนิษฐาฯ ว่า “เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ม.3(4)ข มีการจัดอุปกรณ์การร้องเพลงประกอบดนตรีให้แก่ลูกค้าโดยจัดให้มีผู้หญิงบริการขับร้องเพลงกับลูกค้าหรือยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้พนักงานอื่นนั่งอยู่กับลูกค้า,รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานหรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้”

ส่วนพนักงานหญิงสาวสัญชาติลาวจำนวน 5 คนที่เป็นพนักงานอยู่ภายในร้านดังกล่าวได้แจ้งข้อกล่าวหา ว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน,เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอน” จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.วัฒนานคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาโดย น.ส.ขนิษฐาฯ เจ้าของร้านและเป็นผู้ต้องหาที่ 1 ให้การยอมรับว่าตนเองเปิดสถานบริการดังกล่าวจริงและไม่มีใบอนุญาตให้เปิดแต่อย่างใด ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 ถึง 6 ให้การยอมรับว่าเป็นคนสัญชาติลาวได้เข้ามาในราชอาณาจักรในสถานะนักท่องเที่ยวและไม่มีใบอนุญาตให้ทำงานแต่อย่างใด

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอเตือนภัย นักเที่ยวนักดื่มที่เข้าไปใช้บริการในสถานบริการที่ไม่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ถูกสุขอนามัย และถูกติดต่อชักชวน จากบุคคลแปลกหน้าที่พบตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนให้พึ่งใช้ความระมัดระวังในการที่จะดื่มหรือกินอาหารจากบุคคลแปลกหน้า อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพและถูกล่อลวงไปกระทำสิ่งไม่ดี ซึ่งสิ่งที่ต้องพึงระวังคือถ้าไม่จำเป็นอย่าเชื่อใจคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันอาจนำภัยมาให้แก่ตนเอง และเป็นอันตรายต่อร่างกาย ชีวิต หรือทรัพย์สินสิ่งมีค่า